ความมั่นคงทางอาหาร

ความมั่นคงทางอาหารคืออะไร เรามาทำความรู้จักกัน

ความมั่นคงทางอาหารความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริ
ความมั่นคงทางอาหารความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริ
ความมั่นคง ทางอาหารตาม แนวพระราชดำริ
จากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในท้องถิ่นทุรกันดารของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน ทรงทราบถึงปัญหาความยากจน ปัญหาสุขภาพอนามัย และปัญหาด้านเศรษกิจ ที่เกิดขึ้นแก่ราษฎรในภาคต่างๆ ในการเริ่มต้นงานพัฒนา ได้ทรงเริ่มงานด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัยเป็นเรื่องแรก มีพระราชดำรัสในเรื่องนี้ว่า
“...ในระยะแรกเริ่มขึ้นด้วยความสนใจที่จะศึกษาในเรื่องวิธีการที่จะพัฒนาบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร เมื่อแรกเริ่มคือประมาณพฤษภาคม 2522 ถึง 2523 ประมาณนั้น ได้มีความสนใจ ในเรื่องนี้ แต่ว่ายังไม่มีความรู้ในหลักการและวิธีการที่จะปฏิบัติมากนักจึงหาโอกาสที่จะศึกษาโดยการขออาศัยโรงเรียนในสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนเป็นแหล่งที่ศึกษา เพราะเห็นว่าเป็นโรงเรียนในเขตท้องถิ่นที่ห่างไกลการคมนาคม และมีภาวะที่ยากลำบาก ในตอนเริ่มต้นก็มุ่งไปในแง่ที่ว่า ทำอย่างไรเยาวชนที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนอย่างนั้น จะมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมที่จะสร้างเสริมสติปัญญา เพื่อการศึกษาและพัฒนาตนเองให้เป็นประโยชน์ต่อภูมิลำเนาและสังคมสืบต่อไป...”
ป‚ี พ.ศ. 2523 ทรงเริ่มโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
“...เราต้องการช่วยให้นักเรียนในโรงเรียนมีสุขภาพอนามัยบริบูรณ์แข็งแรง รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและถูกตามส่วนประกอบที่จะบำรุงร่างกาย...อยากให้เป็นพืชผัก หรืออุปกรณ์ แล้วให้นักเรียนมาทำการเกษตร ซึ่งเป็นวิธีที่อ้อมและยากขึ้นมาอีกทางหนึ่ง อาหารที่จะให้รับประทานนั้น เป็นอาหารที่ได้มาจากผลิตผลของนักเรียนผู้รับประทานเอง ซึ่งอาจจะได้ผลช้า แต่ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะได้รับอาหาร และคิดว่าจะได้รับประโยชน์เป็นผลพลอยได้ที่สำคัญ คือ ความรู้ทางด้านการเกษตรและด้านโภชนาการ ซึ่งจะเป็นวิชาติดตัวไป จนนักเรียนเหล่านั้นเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และได้ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม วิชาการใหม่ๆเหล่านั้น อาจจะนำมาช่วยในการครองชีพได้มากทีเดียว...”
นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนับสนุนโครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร ที่จังหวัดนราธิวาสในช่วงปี 2532 โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 2 ล้านบาท ให้มีการดำเนินโครงการพัฒนาและแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการ คือการขาดสารอาหารในเด็กวัยก่อนเรียนทั้งจังหวัด จากพระราชดำรินี้ ทำให้มีการติดตามชั่งนํ้าหนัก ให้บริการทางด้านสุขภาพดูแลเรื่องการให้อาหาร ช่วยเหลือครอบครัวที่มีปัญหาการผลิตอาหารต่าง ๆ ทำให้การขาดสารอาหารในเด็กวัยก่อนเรียนลดลงมาเหลือตํ่ากว่า 20%ภายในปีเดียว

ต่อมา ทรงตั้งโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชขึ้น เพื่อเก็บพันธุ์พืชที่มีอยู่ในชนบททั่วประเทศไทย ด้วยทรงเห็นว่าถ้าหากว่ามีการสร้างถนน มีการขยายเมือง พืชผักต่างๆจะค่อยๆสูญหายไป จึงได้มีพระราชดำริให้อนุรักษ์พืชเหล่านั้น โดยต้องมีการวิจัยศึกษาและวิเคราะห์ว่า พืชแต่ละชนิดที่เป็นที่นิยมในท้องถิ่นมีชื่ออะไร มีคุณค่าทางด้านอาหาร และโภชนาการอย่างไร มีคุณค่าทางด้านยาหรือไม่ และคัดเลือกเก็บพันธุ์ที่ดีเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป

นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยในงานด้านอาหารและโภชนาการเป็นพิเศษ โดยทรงร่วมงานสัมมนาวิชาการเรื่องอาหารและโภชนาการทั้งระดับชาติและนานาชาติอย่างสมํ่าเสมอ เพื่อทรงติดตามความก้าวหน้าของงานทางด้านอาหารและโภชนาการทั้งระดับประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับโลก

ในปี 2551 พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา จัดตั้งศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ อันเป็นโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์สะสมสำรองไว้ สำหรับพระราชทานแก่ราษฎรในพื้นที่ประสบภัยพิบัติและราษฎรทั่วไป

ปี 2552 ได้มีรับสั่ง ณ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2552 ความว่า
“...ชัยพัฒนาของเรานี้ มีจุดมุ่งหมายในเรื่องการทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ทั้งในด้านความเป็นอยู่ การอาชีพ และสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ส่วนที่สำคัญของเราคือการเกษตร ปัจจัยสำคัญของการเกษตร นอกจากจะเป็นเรื่องน้ำ และดินแล้ว การมีพันธุ์พืชที่ดีให้เกษตรกรปลูก เป็นเรื่องที่สำคัญมาก อีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่ทำเองจัดเองทำให้เราได้ศึกษาวิธีการว่าพันธุ์ต่างๆนอกจากจะทำให้มีปริมาณมากขึ้นแล้ว คุณภาพที่จะเหมาะสมในแต่ละแห่ง จะทำอย่างไร เพราะถ้าเราทำเองจะทราบว่าตรงไหนต้องทำอย่างไร เป็นความรู้ของพวกเราทุกคนด้วย...”
ในปีเดียวกันนั้นเอง สมาพันธ์โภชนาการนานาชาติทูลเกล้าฯถวาย โล่เทิดพระเกียรติและประกาศนียบัตรเกียรติคุณผลงานดีเด่น แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการช่วยเหลือและส่งเสริมโภชนาการของผู้ด้อยโอกาสอันเป็นพื้นฐานของการพัฒนามนุษย์ ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดทางโภชนาการ ที่ทางสมาพันธ์โภชนาการนานาชาติไม่เคยมอบแก่บุคคลใด

ข้อความเทิดพระเกียรติในประกาศนียบัตรเกียรติคุณของรางวัลดีเด่นจากสมาพันธ์โภชนาการนานาชาติสะท้อนถึงผลงานและพระอัจฉริยภาพในด้านโภชนาการอย่างชัดเจน ความว่า “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นดวงประทีปนำแสงสว่างสู่ชาวโลก ทำให้เห็นกระบวนการที่ช่วยให้ ประชาชนมีความมั่นคงทางโภชนาการอย่างทั่วถึง โดยตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ทรงอุทิศพระองค์เพื่อพัฒนาโภชนาการ และคุณภาพชีวิตของผู้ยากไร้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติและของโลก

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแสดงให้เห็นว่า การสร้างความมั่นคงทางโภชนาการต้องข้ามพ้นกำแพงทางสังคม วัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ ทรงเป็นผู้นำการบุกเบิกอย่างเป็นระบบในการนำอาหาร โภชนาการ และการศึกษาเข้าถึงประชาชนซึ่งมิใช่คนส่วนใหญ่ของสังคม แต่เป็นผู้คนที่มักถูกละเลย พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เข้าถึงเด็กและครอบครัว จำนวนนับไม่ถ้วนในพื้นที่ห่าง ไกลทุรกันดาร ที่ประชาชนถูกละเลย เนื่องจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนา ทรงเอื้อมพระหัตถ์ข้ามพระราชอาณาจักร เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศที่อยู่ห่างออกไป ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สหภาพพม่า และมองโกเลีย

ทักษะความเชี่ยวชาญของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขยายขอบข่ายครอบคลุมการศึกษา โภชนาการ การสาธารณสุขสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในโลกปัจจุบัน การบูรณาการความรู้สาขาต่างๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาแบบองค์รวมเป็นเรื่องที่ไม่พบบ่อยนัก แต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ อันนำไปสู่การพัฒนาโภชนาการอย่างยั่งยืน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นนักปฏิบัติที่ทรงมุ่งผลสำเร็จ โดยทรงเชื่อมั่นว่าการเริ่มต้นเล็กๆ เรียนรู้จากความผิดพลาด และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าจะนำไปสู่ความสำเร็จ ทรงเป็นผู้ใฝ่เรียนใฝ่รู้ ทรงแสวงหาความรู้ใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใช้อย่างเรียบง่าย ประหยัด และก่อให้เกิดผลในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ มารดาและครอบครัวได้ ด้วยแรงบันดาลพระราชหฤทัย ที่ทรงได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ทรงเชื่อมั่นในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนในด้านการเกษตรและการปศุสัตว์ เพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถผลิตอาหารได้ด้วยตนเอง ทำให้มีอาหารที่มีคุณภาพสำหรับหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็กๆ เกิดความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการภายในครอบครัว

ในการพัฒนาโภชนาการทรงคำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมในพื้นที่ที่ประชาชนมีขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาที่ต่างกัน มีความเชื่อทางวัฒนธรรมของตน และมีการแพทย์ดั้งเดิมของท้องถิ่น ทรงใช้การวิจัยและพัฒนาเป็นเครื่องมือในการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาพฤติกรรมด้านอาหารและโภชนาการ สมาพันธ์โภชนาการนานาชาติรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการประกาศพระเกียรติคุณสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระราชปณิธานอันมุ่งมั่นและพระราชกรณียกิจด้านโภชนาการอันกอปรด้วยมนุษยธรรมให้ปรากฏสืบไป”

ต่อมา เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2556 ได้มีรับสั่งที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ในเรื่องของการผลิตพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ความว่า
“...ปัจจุบันสภาวะแวดล้อมมีความแปรปรวน เกิดภัยธรรมชาติขึ้นบ่อยครั้ง สร้างความเสียหายให้กับผลผลิต และชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ดังนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ศูนย์ศึกษาฯ ทุกแห่งจึงควรพิจารณาจัดทำแหล่งปลูกและเก็บสำรองเมล็ดพันธุ์พืช อาทิ เมล็ดพันธุ์ข้าว เมล็ดพันธุ์ถั่ว/ธัญพืชต่างๆ และเมล็ดพันธุ์ผัก เป็นต้น เพื่อสำรองพันธุ์พืชให้แก่เกษตรกรในยามวิกฤต...”